วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กิเลสมี 3 ระดับ

พระพุทธองค์ ได้ บอกวิธี เพื่อกำจัดกิเลส แต่ละ แบบไว้ดังนี้


กิเลส ชั้นหยาบ กำจัดได้ด้วยการ รักษาศีล
กิเลส ชั้นกลาง  กำจัดได้ด้วยการ ทำสมาธิ
กิเลส ชั้นละเอียด กำจัดได้ด้วย  ปัญญา

เมื่อ กิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) ถูกจำกัด ออกไป ที่เหลือ คือ จิตที่ใส สงบ รู้ทุกข์ ทำให้ ถึงซึ่งความดับทุกข์ทั้งปวง

กิเลส ชั้นหยาบ  เห็นได้ง่าย เป็นผลปรากฎทางกาย  วาจา   - พูดเพ้อเจ้อ โกหก ส่อเสียด - ฆ่าสัตว์ เบียดเบียน ทำร้าย   ลักทรัพย์  ฯลฯ  (สังเกต เห็นได้โดยง่าย)
กิเลส ชั้นกลาง   ซ่อนอยู่ในใจ    ร้อนรุ่ม  กระวนกระวาย  อิจฉา ริษยา  โกรธ อาฆาต  พยาบาท ลังเลสงสัย ซึม เศร้า  ความอยากทั้งหลายทั้งปวง  (พอจะรู้ได้บ้าง) นิวรณ์ 5
กิเลส ชั้นละเอียด  ซ่อนลึก ตกเป็นตะกอน อยู่ในสันดาน  พร้อมที่จะผุดขึ้น เมื่อถูกกระทบ แม้เพียงเล็กน้อย  (ยากที่จะรู้เท่าทัน)  
 

ที่มา  http://diarylove.com/

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทุกข์ทั้งหลายมารวมลงที่ใจ

ทุกข์ทั้งหลายมารวมลงที่ใจ มีสติรู้ปล่อยวางเสียได้จะหมดทุกข์


ทุกข์ที่กายมีมากมาย เช่นทุกข์จากความเจ็บไข้ในโรคร้ายต่างๆ ทุกข์เพราะความพิการตั้งแต่เล็ก หรือพิการเพราะอุบัติเหตุต่างๆ และเนื่องด้วยกายกับใจ เช่นความศูนย์เสียบุคคลอันเป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก มีความปารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นๆก็เป็นทุกข์ มีความเกลียดใครก็เป็นทุกข์ มีความอิจฉาริษยาใครก็เป็นทุกข์ มีความรักใคร่ในใครก็เป็นทุกข์ ทุกข์เหล่านี้มารวมลงในใจเป็นความจำได้หมายรู้ หรือจิตใต้สำนึกของเรา ยามใดที่เราได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้รับรส ได้สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์คือเรื่องที่มีอยู่ในใจ การรับรู้กับสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ก็จะเกิดความนึกคิดให้เกิดทุกข์ขึ้นมาอีกทุกครั้ง ตรงนี้แหละที่เรียกว่าใจเป็นเหตุ หรือสมุทัย

ถ้าไม่อยากให้เกิดทุกข์อีก จะต้องหมั่นภาวนาไว้เสมอๆในหัวข้อธรรมนี้ว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” เพื่อให้จิตมีความรู้ตัว มีอินทรีย์สังวรรู้ระวังในใจเมื่อได้รับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ จะทำให้มีสติ ถอนความรู้สึกยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ หรือรู้ปล่อยวางในอารมณ์โลก ถ้ายังมีเรื่องใดที่เรายังไม่อาจปล่อยวางได้ ก็ให้คิดแก้คิดในใจว่า “เรื่องนี้ให้ถอนออกไปเสีย ให้ลบออกไปเสียจากใจ ไม่ควรเอามาคิดอีก” ให้ย้ำคิดย้ำทำเช่นนี้ในใจอย่างนี้ไว้เลื่อยๆ ก็จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางได้ ยิ่งรู้มีสติรู้ปล่อยวางได้ ก็จะทำให้จิตมีความสะอาด สว่าง สงบ เป็นจิตที่เย็นและนิ่ง ทุกข์ทั้งหลายก็จะหมดไปจากใจของเรา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

น้ำกับทิฐิ

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า...ทิฐิ... เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดม...