แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะสอนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะสอนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

น้ำกับทิฐิ

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า...ทิฐิ... เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด แม้ว่านี่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจังและเคร่งครัดกับชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ดื้อรั้นมากเกินไปจนขาดเหตุผล และทำให้สูญเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปมากมาย โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน
     เนื่องจากทิฐิไม่ใช่คนร่ำรวย ดังนั้นเขาจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย จนกระทั่งมีฐานะขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว ทิฐิจึงคิดที่จะหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง
     เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ทิฐิจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที
     ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่างๆ ชมนั่นแลนี่ และพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในที่เหล่านั้นมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดีๆ หรือเกิดทัศนคติใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คนคนนั้นทันทีว่า... “นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นดังที่ข้ารู้มาต่างหาก”
     สิ่งนี้เองทำให้การเดินทางไปทั่วโลกของเขา แทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นในชีวิตของเขาเลย
     จนกระทั่งวันหนึ่ง ทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในดินแดนแห่งทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง และไร้ผู้คนสัญจร เขาหลงทางอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสามวันสามคืน จนกระทั่งอาหารและน้ำดื่มร่อยหรอและหมดลงในที่สุด ทิฐิจึงเดินต่อไปไม่ไหว เขาล้มลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง
     แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ ดังนั้นแม้ร่างกายจะอ่อนระโหยโรยแรงขนาดไหน แต่เขาก็รวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย
     “ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี”
     แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า.. “โอ..ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด”
     ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือของเขาให้แก่ทิฐิ แล้วกล่าวว่า... “นี่คือ วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ”
     แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์ เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป
     ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเข้ามายื่นให้แก่ทิฐิ
     “นี่คือ น้ำใช่หรือไม่”  ทิฐิถามชายชาวจีน
     “นี่คือ ซือจุ้ย จงดื่มเสียสิ” ชายชาวจีนตอบ
     ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ย มามอบให้แก่เขาเล่า ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน ชายชาวจีนจึงเดินจากไป
     ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาในแทบจะทันที
     “เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด” ทิฐิพึมพำคำอ้อนวอนออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก
     “นี่คือ ปานี จงดื่มเสียสิ” หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้แก่ทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มียกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า
     “ข้าไม่เอาของของเจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น”
     หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเองเสียงเสียงหนึ่งก็ดังแว่วๆ ให้ได้ยินว่า
     “ทิฐิคนถือดีเอ๋ย เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตนเองเลย หากเจ้าเปิดใจกว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น”
     เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิคนถือดีก็สิ้นลมหายใจทันที...

     ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

     เรื่องราวของทิฐินั้น สอนให้เราเปิดตาตนเองให้กว้าง แล้วมองสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยสายตาและหัวใจที่ไร้อคติ หากเราปิดกั้นหัวใจและสายตาไว้ เราก็อาจพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งบางครั้งสิ่งดีๆ เหล่านั้นก็อาจจะไม่หวนกลับมาหาเราอีกแล้วก็เป็นได้

กรรมมีความหมาย 2 นัย

     กรรมมีความหมาย 2 นัย คือ ความหมายในทางโลกและความหมายในทางธรรม
     ทางโลก...หมายถึง การกระทำต่างๆ จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ผู้ทำจะได้รับผลตอบสนองตามเหตุปัจจัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎหมาย วัฒนธรรม จารีตประเพณี ค่านิยม ของแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนความพอใจของแต่ละบุคคล
     ทางธรรม...หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายเจตนาเรียกว่ากรรม..
     ผลของกรรมในทางธรรมที่จะตอบสนองผู้กระทำเรียกว่า..วิบาก
     ส่วน..เวร..ที่มักใช่คู่กับกรรม หมายถึง ความแค้น หรือคิดแก้แค้นผู้ที่ทำร้าย ความผูกใจพยาบาทต่อกัน เช่น จองเวร นอกจากนี้ยังหมายถึง..หนี้กรรม..ที่จะต้องชดใช้ หากใช้ยังไม่หมดเรียกว่า..ยังไม่หมดเวร หากใช้หมดแล้วเรียกว่า..หมดเวร
     ตัวอย่างความแตกต่างระหว่างกรรมทางโลกกับทางธรรมก็คือ...
     สมมติว่า..นายแดงจอดรถยนต์ไว้หน้าบ้านของนายดำ มีลูกหมาที่น่ารักของนายดำนอนอยู่ใต้ท้องรถ โดยที่นายแดงไม่รู้ นายแดงขับรถออกไปทับลูกหมาตายโดยไม่เจตนา ในทางธรรมนายแดงไม่ได้ทำกรรม การกระทำของนายแดงไม่บาป ไม่มีวิบากกรรมที่นายแดงจะต้องชดใช้จากการขับรถทับลูกหมาตาย
     แต่ในทางโลก การกระทำของนายแดงถือว่าเป็นกรรม นายดำซึ่งเป็นเจ้าของลูกหมาโกรธนายแดงมาก นายดำอาจจะต่อว่าด่านายแดง หรือเรียกค่าเสียหายเป็นเงินได้ หากนายแดงไม่ยอม นายดำอาจจะทำร้าย หรือนำเรื่องไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย นายแดงจะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละประเทศ ดังนี้เป็นต้น
     หรืออีกกรณีหนึ่ง นางแม้นเป็นแม่ค้าขายปลา นางแม้นจึงฆ่าปลาอยู่เป็นประจำ กรรมที่นางแม้นทำในทางโลกไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ สังคมก็ไม่ตำหนิ เพราะถือเป็นอาชีพสุจริต
     แต่ในทางธรรม การกระทำของนางแม้นถือว่าเป็นกรรม เป็นบาป ผิดศีลข้อฆ่าสัตว์ วิบากกรรมที่นางแม้นทำ จะตามสนองนางแม้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เป็นผลให้นางแม้นมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ถ้าทุบหัวปลาเป็นประจำนางแม้นจะเป็นโรคปวดหัว หรือถูกทำร้ายที่หัว นอกจากนี้กรรมที่ทำส่งผลให้นางแม้นอายุสั้น มีโรคประจำตัวด้วย
     จะเห็นความแตกต่างระหว่างกรรทางโลก กับทางธรรมได้ชัดเจนด้วยความแตกต่างดังกล่าว จึงทำให้คนบางคนไม่เชื่อเรื่องผลกรรม ที่ว่า..ทำดี-ได้ดี ทำชั่ว-ได้ชั่ว เพราะเข้าใจเรื่องกรรมผิดไป
     เช่นนายขาวเป็นผู้มีอิทธิพล ค้าของเถื่อน คอรัปชั่น การกระทำของนายขาว ผิดทั้งทางโลกและทางธรรม แต่เนื่องจากนายขาวเป็นผู้มีอิทธิพล จึงไม่ถูกกฎหมายลงโทษ นายขาวมีฐานะร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย มีคนนับหน้าถือตาในสังคม คนทั่วไปก็รู้ว่านายขาวค้าของเถื่อน คอรัปชั่น ถึงแม้ในใจจะไม่ชอบนายขาว แต่เมื่อพบหน้านายขาวก็แสดงความเคารพนอบน้อม ยกย่องให้เกียรติตามมารยาท ขณะเดียวกันก็มีความเห็นว่า นายขาวทำชั่วแต่กลับได้ดี ตัวอย่างที่กล่าวมานี้มีอยู่มากมายในสังคมไทย ทำให้คนส่วนหนึ่งไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม กลับเห็นว่า..ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป
     ในทางธรรม นายขาวทำชั่วผิดศีล จะต้องได้รับผลร้ายตอบแทนอย่างแน่นอน เงินที่ได้มาอย่างไม่สุจริตเป็นเงินร้อน จะนำความวิบัติมาสู่นายขาว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นต้นว่า จะทำให้คนในครอบครัวของนายขาวเป็นคนฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ใช้เงินอย่างไม่ประหยัด ลูกนายขาวอาจชอบเที่ยวเตร่ เสเพล เกียจคร้าน ไม่สนใจการเรียน หมกมุ่นในอบายมุข กล่าวโดยสรุปก็คือ..เสียคน ทำให้นายขาวและภรรยาทุกข์ใจ นอกจากนี้ลูกเห็นพ่อโกง ต่อไปลูกก็จะโกง สำหรับตัวนายขาวเองก็จะเข้าสังคมที่ฟุ้งเฟ้อ มีเมียหลายคน เมียหลวงนายขาวก็อาจจะประชดสามี ออกนอกบ้านไปมีชู้ ทำให้ครอบครัวแตกแยกขาดความอบอุ่น มีแต่เรื่องบาดหมางทุกข์ใจ หรือในบั้นปลาย นายขาวอาจจะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา มีทุกข์มาก เพราะมีชีวิตตกต่ำ มีโรคภัยไข้เจ็บตามมา พฤติกรรมเช่นนี้มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยในสังคม
     ยิ่งไปกว่านั้นวิบากกรรมที่ทำไว้ จะส่งผลให้บั้นปลายชีวิตของนายขาว พบกับเรื่องร้ายนานาประการ ผลของกรรมยังตามไปสนองในชาติหน้า นายขาวอาจจะไปเกิดในอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน รับเคราะห์กรรมไปนาน เงินทองที่ได้จากการทำชั่ว ใช้อยู่ไม่นานก็หมด เมื่อตายไปก็เอาไปไม่ได้สักสตางค์ แต่จะต้องไปใช้กรรมหนักหนาสาหัสไม่คุ้มกันเลย..

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

     ทำดีกันให้มากๆ นะครับ ตายไปจะพาไปขึ้นสวรรค์จ๊ะ

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

นิทานเซนตอนปัญหารบกวนจิตใจ 3 ประการ

 
    ยังมีแม่ทัพใหญ่ผู้หนึ่ง ในใจมีคำถามที่ขบคิดไม่เข้าใจอยู่ 3 ประการ จึงได้ตัดสินใจปลอมแปลงตนเองด้วยเครื่องแต่งกายของชาวบ้านธรรมดา แล้วออกเดินทางขึ้นเขาเพื่อไปขอให้อาจารย์เซนชี้แจงแถลงคำตอบของปัญหาทั้ง 3 ข้อนี้ต่อเขา

เมื่อแม่ทัพเสาะหาจนพบอาจารย์เซน อาจารย์เซนกำลังขุดดินดายหญ้าอยู่ในแปลงผัก แม่ทัพจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า "ข้ามีปัญหารบกวนจิตใจอยู่ 3 ประการที่ต้องการคำชี้แนะจากท่านอาจารย์"

ข้อแรกคือ เวลาใด ที่สำคัญที่สุด?
ข้อสองคือ ในการร่วมกันทำงานนั้น บุคคลที่สำคัญที่สุดคือใคร?
ข้อสุดท้ายคือ สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรกระทำคืออะไร?

ทว่าอาจารย์เซนไม่เพียงไม่ตอบคำถาม ทั้งยังก้มหน้าก้มตาขุดดินดายหญ้าต่อไป ฝ่ายแม่ทัพเห็นว่าอาจารย์เซนอายุมาก ทั้งยังผอมแห้งแรงน้อย จึงอาสาช่วยขุดดินแทนให้ พร้อมทั้งกล่าวกับอาจารย์เซนว่า "หากท่านอาจารย์ไม่มีคำตอบให้ข้า ขอเพียงเอ่ยปาก ข้าก็จะเดินทางกลับ" ทว่าอาจารย์เซนยังคงเงียบงัน แม่ทัพจึงขุดดินดายหญ้าต่อไปเรื่อยๆ

จากนั้นไม่นาน ปรากฏคนผู้หนึ่งซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสโซซัดโซเซมาถึงเบื้องหน้าคนทั้งสอง จากนั้นจึงสลบไป แม่ทัพจึงรีบประคองคนผู้นั้นไปพักผ่อนยังเพิงหญ้าคาทั้งยังทำแผลให้และคอยเฝ้าดูอาการจนวันรุ่งขึ้น

วันรุ่งขึ้น เมื่อชายผู้ได้รับบาดเจ็บฟื้นขึ้นมาพบหน้ากับแม่ทัพใหญ่ ได้เอ่ยปากขออภัยในทันที ส่วนแม่ทัพกลับไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด คนผู้นั้นจึงอธิบายว่า "ในสงครามครั้งหนึ่ง ท่านเคยสังหารน้องชายของข้า บัดนี้เมื่อข้าทราบว่าท่านเดินทางขึ้นเขา จึงสบโอกาสคิดมาลอบสังหารท่าน มิคาดกลับโดนผู้ติดตามของท่านทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แรกทีเดียวคิดว่าต้องตายแน่นอน แต่สุดท้ายกลับเป็นท่านอีกเช่นกันที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ดังนั้นข้าจึงล้มเลิกความคิดฆ่าฟันท่านแล้ว"ความแค้นที่แม่ทัพได้ก่อไว้เมื่อหลายปีก่อน คลี่คลายลงอย่างง่ายดายในลักษณะนี้ จนแม้แต่ตัวแม่ทัพเองยังแทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริง

ก่อนที่แม่ทัพจะเดินทางลงจากเขา อาจารย์เซนจึงได้เอ่ยปากกับเขาเป็นครั้งแรกว่า "ปัญหาทั้ง 3 ข้อของท่านคงได้รับการคลี่คลายแล้ว" แต่แม่ทัพยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงอธิบายต่อว่า "หากเมื่อวานนี้ท่านไม่ได้อยู่ช่วยข้าขุดดินดายหญ้า แต่ตัดสินใจเดินทางกลับไปก็อาจจะโดนคนผู้นี้ทำร้ายกลางทาง ดังนั้นเวลาที่สำคัญที่สุดก็คือเวลาที่ท่านขุดดินดายหญ้านี้เอง และวานนี้หากท่านไม่ยื่นมือช่วยคนผู้นี้ ท่านกับเขาย่อมไม่อาจเพาะบุญคุณ ลบความแค้น ดังนั้นบุคคลที่ทำคัญที่สุดสำหรับท่านในตอนนี้ก็คือคนผู้นี้เอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรกระทำคือการที่ท่านได้ดูแล รักษาอาการบาดเจ็บของเขาจนหายดี...ท่านจงจำไว้ว่า เวลาที่สำคัญที่สุดคือ ปัจจุบัน เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวที่ท่านสามารถควบคุมจัดการได้ ส่วนบุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่อยู่กับท่าน ณ ขณะนั้น และสิ่งที่พึงกระทำมากที่สุดคือทำให้คนที่อยู่ข้างๆ ณ ขณะนั้นเป็นสุข"

ปัญญาเซน : สรรพสิ่งมี "เกิดขึ้น" และ "ดับลง" ในระหว่างการ เกิด-ดับ นั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่คงอยู่ คือ ปัจจุบันกาล และเป็นสิ่งเดียวที่สามารถควบคุมจัดการได้ เพื่อให้บรรลุยังเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปฏิบัติธรรมไปทำไม?

มีผู้มาถามพุทธเจ้าว่า"ปฏิบัติธรรมไปทำไม?"

-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่เป็นไปเพื่อปรับวาทะกับเจ้าลัทธิอื่น(ไม่ได้ไปโต้เถียงกัน)
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นเพื่อชื่อเสียง
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่อลาภสักการะ
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของอาหาร
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่ออนิสงค์ของสมาธิ
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่ออนิสงค์ของปัญญา
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......เป็นไปเพื่อ หลุดพ้น จาก เพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส ด้วยการทำอาสวะให้สิ้น
..........................
//-เราขอประกาศว่า
เราตรัสรู้โดยชอบ ด้วยตนเอง
อาสวะใด ที่มนุษย์ยึดอยู่ เราทำให้สิ้นแล้ว
ธรรมะนั้น เราเรียบเรียงไว้ดีแล้ว(ธรรมะที่ พัฒนามนุษย์เป็นอริยะบุคคล)
ธรรมะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม และเปลี่ยนเป็นอริยะบุคคล มีอยู่
........................
//-อาสวะบางอย่าง พ้นได้.......................ด้วยการมีวิสัยทัศน์ เห็นด้วยปัญญา
-อาสวะบางอย่างต้อง"เว้น".....................เช่นคนร้าย สัตว์ร้าย ความคิดชั่วร้าย ตัวอย่างชั่วร้าย
-อาสวะบางอย่างต้องอดทน.....................เมื่อถูกทดสอบ หรือไม่มีทางหลีก
..อดทนที่ฝึกฝน ยกระดับภูมิจิต ธรรม ปัญญา ให้ยิ่งฯ
-อาสวะบางอย่างต้องพิจรณาก่อนนำมาใช้.....เช่นปัจจัยสี่ ความรู้ที่นำเข้ามา เพื่อไม่ติด หลงไหล เป็นทาส วัตถุกาม
-อาสวะบางอย่าง ต้องตกผลึกความคิด .......เอาอดีตมาแยก เป็นขันธุ์ พิจรณาแยกเป็นส่วนๆ แล้วทิ้งอกุศล เหลือกุศลเจริญให้แข็งแรง
-อาสวะบางอย่าง ต้องบวช......................เปลี่ยนสัญชาติญาณดิบ ไปทำสิ่งดีๆ ให้ ตน สังคม สิ่งแวดล้อม(เปลี่ยนกิเลส ให้เป็นโพธิ)
-อาสวะบางอย่าง ต้องคิดแบบพุทธะ............"คิดให้เป็น(คิดแบบสิบมิติ)
-อาสวะบางอย่าง ต้อง"ไม่ประมาท" ...........เช่นขบวนการปรุงแต่ง(สังขาร)
ความคิด เจตนา บุคลิกภาพ ภายใน และ กรรม เวลา มัจจุราช ที่ไม่เคยคอยใคร
.............................
//-ทุกคนมีธาตุแห่งพุทธะ(สัมมาสติ โพธิปัญญารู้แจ้งในธรรมะ)อยู่ภายใน
แต่มีผู้รู้(วิธีปลุกให้ตื่น) กับไม่รู้(วิธีปลุกให้ตื่น)
.................
//-วิธีคิด สิบมิติ
1.คิดจากเหตุ.........................ไปหาผล
2.คิดจากผล...........................กลับมาที่เหตุ
3.คิดเห็น...............................เหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นลูกโซ่ ให้เกิดสิ่งต่างๆ
4.คิดเห็น...............................อะไรเป็นตัวจุดประกาย ให้เกิด
5.คิดเห็น...............................อะไรเป็นตัวส่งเสรีม ให้เจริญ
6.คิดเห็น...............................อะไร เป็นตัวตัดรอนให้เสื่อม
7.คิดเห็น...............................อะไรเป็นตัวตัดขาด ให้ดับ
8.คิดแบบ..............................แยกแยะ องค์ประกอบ เป็นส่วนๆ
9.คิดแบบ..............................มองแบบองค์รวม มาทำหน้าที่ร่วมกัน
10.คิดเห็น.............................ความเป็นไปได้ จริง หรือ หลอก
......................................................... สาธุ

จากเพื่อน Google+ ขอบคุณครับ?

ปฐมเทศนา

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 


[๑๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานั้ นไฉน?
ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑.

[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.
ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒

[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาติ นี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.
[๑๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้ บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นยามา ...
เทวดาชั้นดุสิต ...
เทวดาชั้นนิมมานรดี ...
เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ...
เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ ( พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ )

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อุปสรรคของสมาธิ

อุปสรรคของสมาธิคืออะไร..?


อุปสรรคของสมาธิ ได้แก่ นิวรณ์   หมายถึง  สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณความดี,  ไม่ให้บรรลุสมาธิได้   มี 5 อย่าง คือ

1. กามฉันท์  พอใจในกามคุณ 5 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย ที่น่ารักน่าใคร่
2. พยาบาท  คิดร้ายผู้อื่น
3. ถีนมิทธะ  ความหดหู่ ท้อแท้ และซึมเซา ง่วงซึม เคลิ้มหลับ
4. อุทธัจจกุกกุจจะ  ความฟุ้งซ่าน และหงุดหงิด รำคาญใจ
5. วิจิกิจฉา  ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจในคุณพระรัตนตรัย และวิธีการที่ปฏิบัติ


อีกอย่างหนึ่ง  หมายถึง อุปกิเลสของสมาธิ 11 อย่าง ได้แก่


1. วิจิกิจฉา  ความลังเล หรือความสงสัย
2. อมนสิการ  ความไม่สนใจ ใส่ใจ ไว้ให้ดี
3. ถีนมิทธะ  ความท้อ และความเคลิบเคลิ้ม ง่วงนอน
4. ฉัมภิตัตตะ ความสะดุ้งหวาดกลัว
5. อุพพิละ  ความตื่นเต้นด้วยความยินดี
6. ทุฏฐุลละ  ความไม่สงบกาย
7. อัจจารัทธวิริยะ  ความเพียรจัดเกินไป
8. อติลีนวิริยะ  ความเพียรย่อหย่อนเกินไป
9. อภิชัปปา  ความอยาก
10. นานัตตสัญญา  ความนึกไปในสิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ที่เคยผ่านมาหรือจดจำไว้ มาผุดขึ้นในขณะทำสมาธิ
11. รูปานัง อตินิชฌายิตัตตะ  ความเพ่งต่อรูปหรือเพ่งต่อนิมิตนั้นจนเกินไป?

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

ผลกรรมทำผิดศีล 5 ครับ


ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

ผิดศีลข้อ 1 : ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนทำร้ายสัตว์ กักขังทรมานสัตว์

ผลกรรมคือ

1.มักมีปัญหาสุขภาพ ขี้โรค มีโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย รักษายุ่งยาก
2.มีอุบัติเหตุบ่อย ๆ อาจมีอุปฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน ทำให้ตายก่อนอายุขัย
3.อาจพิกลพิการ มีปัญหาร่างกายไม่สมส่วน ไม่สมประกอบ
4.กำพร้าพ่อแม่ คนใกล้ตัวโดนฆ่า
5.อายุสั้น ตายทรมาน ตายแบบเดียวกับที่ไปฆ่าไปทรมานสัตว์ไว้
6.อัปลักษณ์ มีปมด้อยด้านสังขาร

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่าง ๆ ก็ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่น ไปตลาดซื้อปลาที่เค้ากำลังจ ะขายให้คนไปทำกินให้เราซื้อไปปล่อยในเขตอภัยทาน

หรือซื้อยาสมุนไพรยาแผนปัจจุบันไปให้ถวายพระที่วัด หรือไปตามโรงพยาบาลทั้งของคนปกติและของสงฆ์เพื่อบริจาคค่ารักษา หรือรับอุปถัมภ์ค่ารักษาพยาบาลบริจาคเลือดและร่างกาย ให้สภากาชาดไทยหรือตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

ผิดศีลข้อที่ 2 : ลักทรัพย์ ขโมย ฉ้อโกง ยักยอก ทำลายทรัพย์

ผลกรรมคือ

1.ธุรกิจไม่เจริญก้าวหน้า เจ๊ง ขาดทุน ฝืดเคือง โดนโกง
2.มีแต่อุบัติเหตุให้เสียทรัพย์สิน ต้องชดใช้ให้คนอื่นอย่างไร้เหตุผล
3.ทรัพย์หายบ่อย ๆ หลงลืมทรัพย์วางไว้ไม่เป็นที่ หาก็ไม่เจอ
4.มีคนมาผลาญทรัพย์เรื่อย ๆ ทั้งคนใกล้ตัวและคนทั่วไป
5.ลูกหลานแย่งชิงมรดก โดนลักขโมยบ่อย ๆ
6.ตระกูลอับจนไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่คนมาทำลายทรัพย์

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน จนกว่าเจ้าของจะอนุญาตด้วยความเต็มใจ หมั่นทำบุญสังฆทาน บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟวัดเพื่อที่ศาสนาจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัย

ส่งผลบุญให้เราไม่ขัดสน มอบทุนการศึกษาแด่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผลบุญทำให้เรามีปัญญาที่จะหาทรัพย์อย่างสุจริตรวม ทั้งต้องตั้งสัจจะที่จะมีสัมมาอาชีพ ไม่ฉ้อโกงใคร แม้แต่สลึงเดียวและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

ผิดศีลข้อ 3 ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกเมียคนอื่น (ล่วงเกินบุตรธิดาของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต แย่งคนรักของคนอื่น กีดกันความรักคนอื่น นอกใจคู่ครอง หลอกลวง ข่มขืน ค้าประเวณี ล่วงเกินทางเพศต่าง ๆ)

ผลกรรมคือ

1.หาคู่ครองไม่ได้,ไม่มีใครเอา, หน้าตาอัปลักษณ์, โดนเพศตรงข้ามล้อเลียนจนมีปมด้อย
2.เป็นหม้าย, ผัวเมียตายจาก, ผัวหย่าเมียร้าง, คบใครก็มีเหตุให้หย่าร้างเลิกรา
3.คนรักนอกใจ, คนรักมีชู้, มีเมียน้อย, คบใครก็เจอแต่คนเจ้าชู้, โดนหลอกฟัน, ท้องไม่รับ, เสียตัวฟรี, โดนข่มขืน
4.ไม่มีมิตรจริงใจ, เพื่อนฝูงไม่รัก, พี่น้องก็ไม่รัก, พ่อแม่ทอดทิ้ง, ชีวิตขาดความอบอุ่น, มีแฟนก็ไม่มีใครจริงจังด้วย, ครอบครัวไม่อบอุ่น
5.มีความผิดปกติทางเพศ, ทางร่างกาย, ทางจิตใจ, ถูกกีดกันทางความรัก, สังคมไม่ยอมรับความรักของตน, มีความรักหลบ ๆ ซ่อน ๆ
6.ต้องมีเหตุพลัดพรากจากคนรักและของรักอยู่เสมอ (ก่อนเวลาอันควร)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำผิดเรื่องทางเพศ ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ไม่กีดกัน ไม่คิดแย่งหรือไปรักกับคนรักของใคร ไม่คิดทำร้ายความรู้สึกคนรัก ไม่ล่วงเกินบุตรธิดาของใครก่อนได้รับอนุญาต รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจไม่มีกิ๊ก พอใจในคู่ครองของตนเอง

หมั่นทำบุญถวายเทียนคู่ให้วัด ถวายธงคู่ประดับวัด ช่วยออกค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและอื่นๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หรือให้ธรรมะด้านความรักแก่คู่รักที่รู้จักเอาใจใส่คู่ครอง คนรักเอาใจใส่พ่อแม่ของตนเอง หากรักพ่อแม่เอาใจใส่พ่อแม่อย่างดีจะได้รับผลบุญ ทำให้ความรักของเราสดใสไม่เจ็บช้ำหากทรมานพ่อแม่ ทำอย่างไรกับพ่อแม่ไว้ต่อไปชีวิตรักก็จะเลวร้ายพอ ๆ กับความรู้สึกเสียใจของพ่อแม่ที่เราได้กระทำไว้

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

ผิดศีลข้อ 4 : โกหก ปลิ้นปล้อน กลับคำ ไม่มีสัจจะ (หลอกลวงผู้อื่นใส่ร้ายผู้อื่น ยุแยงให้คนแตกกัน ใช้วาจาดูหมิ่น พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ ขี้โม้ นินทา ด่าทอ ด่าพ่อล้อแม่ ด่าและเถียงผู้มีพระคุณ ผิดสัญญาสาบานแล้วไม่ทำตาม)

ผลกรรมคือ

1.ปากไม่สวย ฟันไม่สวย มีกลิ่นปาก มีปัญหาเรื่องปากเรื่องฟันอยู่เนืองนิจ
2.มีแต่คนพูดให้เสียหาย มีคนซุบซิบนินทาเรื่องของเรา มีคนคอยใส่ร้ายดูหมิ่นและส่อเสียดเราอยู่เสมอ
3.ไม่มีใครจริงใจด้วย มีแต่คนมาพูดจาหลอกลวง ผิดสัญญาต่อเรา
4.เกิดในสังคมที่พูดแต่คำหยาบคำส่อเสียดปลิ้นปล้อน นินทาอยู่เนืองนิจ เพียงตื่นมาก็พบเจอความไม่เป็นมงคล (สังคมที่ปากไม่เป็นมงคล)
5.หลงเชื่อคนอื่นได้ง่าย โดนหลอกได้ง่าย ไม่มีความระวังเวลาโดนโกหก
6.ไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของเรา, เป็นคนที่พูดอะไรแล้วคนเมิน,พูดติดๆขัดๆ, นึกจะพูดอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่พลั้งปากโกหกหรือส่อเสียดนินทายุแยงใคร ไม่ด่าใคร พูดตามความเป็นจริงทุกอย่าง สิ่งใดควรพูดก็ควรพูด ไม่ควรพูดก็อดทนไว้ ไม่ด่า ไม่เถี ยง ไม่นินทาผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ให้คำสั ญญาใครไว้ต้องรักษา

อย่าสาบานอะไรพร่ำเพรื่อ ว่างๆ ก็ออกค่าใช้จ่ายให้ค่าทำฟันแก่คนยากคนจนและอื่นๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หมั่นให้สัจธรรมความจริงแก่คนทั่วไป พูดแต่ธรรมะ สอนธรรมะอยู่เสมอ หมั่นพูดหรือเผยแพร่ธรรมะให้คนอื่นฟังบ่อยๆ ทำตัวให้มีธรรมะให้มีสัจจะพูดอะไรก็ไม่ผิดคำพูด ไม่กลับคำ ไม่หลอกลวงใคร คนจะเชื่อถือมากขึ้น

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

ผิดศีลข้อ 5 : ดื่มของมึนเมา เสพยาเสพติด (ให้ยาเสพติด ให้ของมึนเมา ขายของมึนเมา ขายยาเสพติด)

ผลกรรมคือ

1.สติปัญญาไม่ดี ขี้หลงขี้ลืม เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสือไม่จำ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ
2.เกิดในตระกูลที่โง่เขลา เต็มไปด้วยอบายมุข
3.หากกรรมหนักจะเกิดเป็นเอ๋อ ปัญญาอ่อน เป็นโรคทางปัญญา
4.ลูกหลานสำมะเลเทเมา มีลูกหลานติดยาเสพติด
5.เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่มีสติระวัง มีแต่ความประมาท
6.มักลุ่มหลงในสิ่งผิดได้ง่าย เป็นคนที่โดนมอมเมาให้หลงใหลในสิ่งผิดได้ง่าย (ขาดสติ)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่จำหน่ายจ่ายแจกของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด หมั่นทำธรรมทาน วิทยาทานให้ปัญญาความรู้แก่คนทั่วไปและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

และนี่เป็นผลกรรมและหนทางทุเลากรรมได้บางส่วน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชาวสนุก!ดูดวง ทุกคนควรหลีกเลี่ยงการทำผิดศีลในทุกๆ ข้อ จะดีที่สุด และที่สำคัญประพฤติตนเป็นคนดี ไม่ทำความเดือดร้อนให้คนรอบข้างจะดีที่สุด

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

สัมมาอาชีวะ

      สัมมาอาชีวะ( ในพระพุทธศาสนา ) "สัมมาอาชีวะ หรือ สัมมาชีพ" แปลว่า การเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ คือการทำมาหากิน หรือหน้าที่การงาน การทำงานของมนุษย์เราเพื่อหารายได้มาประทังชีวิตหรือเลี้ยงชีวิตของตนและครอบครัวนั่นเอง. การเลี้ยงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ จะเป็น พ่อค้า แม่ค้า ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกรรม ปศุสัตว์ หรือจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ อย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่ สรูปการกระทำนั้น ๆ ออกมาเป็น 2 ทาง คือ 1. ทางกาย คือ การงานหรืออาชีพ ที่ต้องใช้กำลังแรงกาย หรือการกระทำทางกายเข้าประกอบ 2. ทางวาจา คือ การงานหรืออาชีพ ที่ต้องใช้วาจาเข้าประกอบในการทำงาน อาชีพบางอย่าง อาจใช้แรงกายอย่างเดียวเข้ากระทำ อาชีพบางอย่าง อาจใช้วาจาอย่างเดียว ในการกระทำ, และอาชีพบางอย่างอาจใช้ทั้งทางกาย และทางวาจาทั้งสองเข้ากระทำ เช่น ค้าขาย ใช้แรงกายในการผลิตสินค้า และใช้คำพูดหรือเครื่องมือ เช่นหนังสือ เครืองคอมพ์ เป็นต้น ในการโฆษณาสินค้า หรือบอกราคาสินค้า ถ้าผลิตสินค้าปลอม เป็นกายทุจริต โฆษณาเกินความจริง หรือตั้งราคาสูงเกินความจริง เป็นวจีทุจริต อย่างนี้เป็นต้น .....ฯ เพราะฉะนั้น การกระทำทางกาย และทางวาจา คือคำพูด นี้จึงเป็นหลักในการทำงาน หรืออาชีพ ดังนั้น สัมมาอาชีพในทางพระพุทธศาสนา จึงกำหนดเอา กายกรรม 3 คือ การกระทำทางกาย 3 ประการ, และวจีกรรม 4 คือการเปล่งวาจา คำพูด หรือแสดงเครื่องหมายสัญลักษณ์ ที่เป็นไปอย่างสุจริต เป็นหลักในการตัดสิน ฯ ถ้ากายกรรม 3 และวจีกรรม 4 ที่เกี่ยวเนื่องกับการงานอันเป็นอาชีพ เป็นทุจริต หรืออาชีพอะไรก็ตามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกายสุจริต 3 และวจีสุจริต 4. อาชีพนั้น ๆ ทั้งหมด จัดเป็น มิจฉาอาชีวะ หรือเป็นมิจฉาชีพ ทันที...ฯ กายสุจริต 3 ได้แก่ 1. ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียน ทรมาณสัตว์ทุกชนิด 2. ไม่ลักทรัพย์ ไม่ยักยอกทรัพย์ ตลอดจนวิธีการอื่น ๆ ที่เป็นเหตุให้ได้ทรัพย์มาโดยสุจริต 3. ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่เป็นกิ๊กกับเมียชาวบ้าน ฯลฯ.... วจีสุจริต 4 ได้แก่ 1. ไม่พูดเท็จ 2. ไม่พูดคำหยาบ 3. ไม่พูดส่อเสียด 4. ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ถ้าหาก กายสุจริต 3, วจีสุจริต 4 เหล่านี้ บุคคลกระทำไปโดยไม่เกียวกับการงานอันเป็นอาชีพ ท่านเรียก กายสุจริต 3 วจีสุจริต 4 เหล่านี้ว่า "สัมมากัมมันตะ และ สัมมาวาจา" ตามลำดับ ฯ (คัดจาก ตามรอยพระพุทธเจ้า )

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กิเลสมี 3 ระดับ

พระพุทธองค์ ได้ บอกวิธี เพื่อกำจัดกิเลส แต่ละ แบบไว้ดังนี้


กิเลส ชั้นหยาบ กำจัดได้ด้วยการ รักษาศีล
กิเลส ชั้นกลาง  กำจัดได้ด้วยการ ทำสมาธิ
กิเลส ชั้นละเอียด กำจัดได้ด้วย  ปัญญา

เมื่อ กิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) ถูกจำกัด ออกไป ที่เหลือ คือ จิตที่ใส สงบ รู้ทุกข์ ทำให้ ถึงซึ่งความดับทุกข์ทั้งปวง

กิเลส ชั้นหยาบ  เห็นได้ง่าย เป็นผลปรากฎทางกาย  วาจา   - พูดเพ้อเจ้อ โกหก ส่อเสียด - ฆ่าสัตว์ เบียดเบียน ทำร้าย   ลักทรัพย์  ฯลฯ  (สังเกต เห็นได้โดยง่าย)
กิเลส ชั้นกลาง   ซ่อนอยู่ในใจ    ร้อนรุ่ม  กระวนกระวาย  อิจฉา ริษยา  โกรธ อาฆาต  พยาบาท ลังเลสงสัย ซึม เศร้า  ความอยากทั้งหลายทั้งปวง  (พอจะรู้ได้บ้าง) นิวรณ์ 5
กิเลส ชั้นละเอียด  ซ่อนลึก ตกเป็นตะกอน อยู่ในสันดาน  พร้อมที่จะผุดขึ้น เมื่อถูกกระทบ แม้เพียงเล็กน้อย  (ยากที่จะรู้เท่าทัน)  
 

ที่มา  http://diarylove.com/

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทุกข์ทั้งหลายมารวมลงที่ใจ

ทุกข์ทั้งหลายมารวมลงที่ใจ มีสติรู้ปล่อยวางเสียได้จะหมดทุกข์


ทุกข์ที่กายมีมากมาย เช่นทุกข์จากความเจ็บไข้ในโรคร้ายต่างๆ ทุกข์เพราะความพิการตั้งแต่เล็ก หรือพิการเพราะอุบัติเหตุต่างๆ และเนื่องด้วยกายกับใจ เช่นความศูนย์เสียบุคคลอันเป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก มีความปารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นๆก็เป็นทุกข์ มีความเกลียดใครก็เป็นทุกข์ มีความอิจฉาริษยาใครก็เป็นทุกข์ มีความรักใคร่ในใครก็เป็นทุกข์ ทุกข์เหล่านี้มารวมลงในใจเป็นความจำได้หมายรู้ หรือจิตใต้สำนึกของเรา ยามใดที่เราได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้รับรส ได้สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์คือเรื่องที่มีอยู่ในใจ การรับรู้กับสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ก็จะเกิดความนึกคิดให้เกิดทุกข์ขึ้นมาอีกทุกครั้ง ตรงนี้แหละที่เรียกว่าใจเป็นเหตุ หรือสมุทัย

ถ้าไม่อยากให้เกิดทุกข์อีก จะต้องหมั่นภาวนาไว้เสมอๆในหัวข้อธรรมนี้ว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” เพื่อให้จิตมีความรู้ตัว มีอินทรีย์สังวรรู้ระวังในใจเมื่อได้รับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ จะทำให้มีสติ ถอนความรู้สึกยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ หรือรู้ปล่อยวางในอารมณ์โลก ถ้ายังมีเรื่องใดที่เรายังไม่อาจปล่อยวางได้ ก็ให้คิดแก้คิดในใจว่า “เรื่องนี้ให้ถอนออกไปเสีย ให้ลบออกไปเสียจากใจ ไม่ควรเอามาคิดอีก” ให้ย้ำคิดย้ำทำเช่นนี้ในใจอย่างนี้ไว้เลื่อยๆ ก็จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางได้ ยิ่งรู้มีสติรู้ปล่อยวางได้ ก็จะทำให้จิตมีความสะอาด สว่าง สงบ เป็นจิตที่เย็นและนิ่ง ทุกข์ทั้งหลายก็จะหมดไปจากใจของเรา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การทำจิตให้กลับมาอยู่กับตนเอง

การทำจิตให้กลับมาอยู่กับตนเอง คือการทำจิตให้สงบนิ่ง


คนทุกวันนี้ มีจิตที่ไม่อยู่กับตนเองเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงหาความสงบนิ่งไม่ได้ มีความทุกข์เกิดในใจอยู่เสมอๆ ก็เพราะการขาดสติ เป็นสิ่งสำคัญ จิตจึงส่งออกไปกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร่,พาใจให้ไหลหลง, รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย จึงจัดเป็นวัตถุแห่งกาม คือพัสดุอันน่าใคร่ เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มากระทบสัมผัสสิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง,ความรู้สึกพอใจหรือความรู้สึกไม่พอใจบ้าง, จึงทำให้จิตของเราเกิดกิเลสกาม คือกิเลสเป็นเหตุให้เกิดความใคร่ได้แก่ความอยาก เกิดเป็นบาปอกุศลจิต มีความไม่สบายใจ ความเศร้าหมองใจเป็นทุกข์เกิดขึ้น ยิ่งมีความปารถนาในสิ่งใด หรือไม่ปารถนาในสิ่งใด การได้เห็นสิ่งนั้นๆ ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ เพราะการได้เห็นสิ่งนั้นๆด้วยความรู้สึกยินดียินร้าย ยิ่งจะไปกระตุ่นความจำในจิตใต้สำนึก ให้เกิดความนึกคิดปรุงแต่งให้เกิดความทุกข์ใจกลับมาอีก มันจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ได้ฝึกให้จิตของตนมีสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้ายเสีย ความสงบสุขก็ยากจะเกิดขึ้นได้

ถ้าท่านทั้งหลาย ถ้าท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ไม่ควรปล่อยให้จิตของตนส่งออกไป ควรทำจิตของตนให้กลับมาอยู่กับตน ด้วยการเจริญสติไว้ เพื่อให้จิตของตนมีความสงบนิ่งอยู่กับตน ด้วยการเจริญภาวนาในธัมมะภาวนาอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันควรเจริญในธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” สติ คือความระลึกได้ในหัวข้อธัมมะ ก็จะเกิดขึ้น จะมีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้ายที่เป็นบาปอกุศลออกเสียได้ เมื่อมีสติเกิดได้บ่อยๆ ก็จะทำให้จิตของตนมีความสงบนิ่ง ไม่ส่งออกไป จิตของตนก็กลับมาอยู่กับตนในฐานที่มั่นในจิต คือเป็นสมถะกรรมฐาน มีความสงบนิ่งเป็นสุข เป็นบุญคือความสบายใจ เป็นกุศลคือมีความผ่องใส จัดเป็นอธิจิต และทำให้เกิดตาปัญญา คือรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงเป็นวิปัสสนา จัดเป็นอธิปัญญา จะทำให้มีสติในการดำเนินชีวิต มีการพูดจาชอบ,การทำการงานชอบ,การเลี้ยงชีวิตชอบ, จัดเป็นอธิศีล ตามในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ทำให้มีความสุขทั้งชาตินี้ และชาติหน้า และสุขอย่างยิ่งคือนิพพาน ดังนี้

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

กรรมกำหนดชีวิต

กรรมกำหนด ให้ชีวิตทุกชีวิตมีความเป็นไปทั้งสุขและทุกข์


คนเราเกิดมาทุกๆคนจะต้องพบ จะต้องเจอปัญหาชีวิตด้วยกันเกือบทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไร จะมั่งมีหรือยากจน ไม่ว่าในด้านการงาน การเงินการเรียนการศึกษา ปัญหาทางครอบครัวและญาติมิตร ปัญหาชีวิตในด้านความรักความพลัดพราก ความเจ็บป่วยด้วยสาเหตุต่างๆ ปัญหาความเป็นอยู่และอีกมากมายจนพรรณนาไม่หมด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ คนเราเกิดมาจากกรรมหรือกรรมกำหนด คือการที่เราได้กระทำกรรมไว้แล้วแต่อดีตชาติบ้าง จากปัจจุบันชาติบ้าง มาส่งผลให้ชีวิตมีความเป็นไปต่างๆนาๆ มีเกิดสุขบ้างและมีเกิดทุกข์บ้าง สิ่งที่เรากำลังเผชิญความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเรียกว่าวิบาก ซึ่งเป็นเศษกรรมเก่ามาส่งผล(กรรมหนักเราได้ชดใช้ในนรกมาแล้ว) ถ้าเราต้องพบกับปัญหาชีวิต ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ขอให้เราอย่าท้อถอย ขอให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราแม้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ต่างๆ ที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน ก็ยังจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิบากกรรมเก่า ที่เราจำต้องรับรู้อยู่ทุกวัน อันเป็นเหตุให้เราเกิดความสุขหรือความทุกข์ได้ ถ้าเราไม่ยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเราก็จะเกิดทุกข์ ถ้าเราเข้าใจและยอมรับมันอย่างมีสติ เราก็ไม่ต้องแบกทุกข์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจัดเป็นหนี้เก่า ที่เราได้ทำไว้เองแต่อดีตชาติบ้างปัจจุบันชาติบ้าง เป็นเหตุ

ดังพุทธศาสนาสุภาษิตมีกล่าวไว้ว่า

สเจ ปุพฺเพกตเหตุ สุขทุกขํ นิคจฺฉติ
โปราณกํ กต ปาปํ ตเมโส มุญฺจเต อิณํ.

ถ้าประสพสุขทุกข์ เพราบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ
ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น.

ปัจจุบันกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยการเจริญสติจะช่วยได้ จึงควรท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจอยู่เสมอๆ จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ หรือรู้ปล่อยวางความรู้สึกยินดียินร้าย หรืออาการอิน ที่เป็นบาปอกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อเราได้ฝึกฝนในการท่องธัมมะภาวนาไว้ตลอดเวลา ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะทำอะไรอยู่มี ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ก็ยิ่งจะทำให้เราเกิดสติได้เร็วรู้ปล่อยวางได้ไว มีจิตที่บุญกุศล จะทำไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ปัญหาชีวิตที่เราต้องเผชิญอยู่จะได้ไม่มาทำให้เราเกิดความทุกข์หนักได้ เพราะการมีสติ จะทำให้เรามีปัญญารู้พิจารณาถึงความเป็นจริงได้ ทำให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ว่าเกิดจากวิบากกรรมเก่าของเราเอง มาส่งผลให้เป็นไปต่างๆนาๆ เพราะเราเคยเป็นหนี้เค้า ดังพุทธศาสนาภาษิตที่ได้ยกมากล่าวไว้นั้น ความทุกข์ก็จะลดน้อยลงไปได้ เพราะความที่จิตมีสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ไม่ยินดียินร้ายที่เป็นบาปอกุศล จิตก็จะสงบนิ่ง จิตไม่ส่งออกไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รู้ที่เห็นมานึกคิดปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ และจิตที่มีความเป็นกุศลธรรม ก็จะเป็นธรรมคุ้มครองตน ไม่ให้วิบากร้ายบางอย่างมาส่งผลให้กับชีวิตของเราได้ด้วย ดังนี้.

คาถาไว้บริกรรมหรือท่องธัมมะภาวนาคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”เพื่อให้เกิดสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ จะทำให้ดับทุกข์ในใจของเราได้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรค

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรค อันเอกอุกฤษฏ์

เดินทางนี้ตรงไปสู่ความดับทุกข์ได้แน่ อันพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้ดำเนินมาสำเร็จตามปรารถนามาแล้วทุกๆ พระองค์ มรรค ๘ เป็นทางดำเนินด้วยใจ ถึงแม้จะแสดงออกมาให้เป็นศีล ก็แสดงศีลในองค์มรรคนั่นเอง

มรรคแท้มีอันเดียว คือ สัมมาทิฏฐิ อีก ๗ ข้อเบื้องปลายเป็นบริวารบริขารของสัมมาทิฏฐิทั้งนั้น หากขาดสัมมาทิฏฐิตัวเดียวเสียแล้ว สัมมาสังกัปปะเป็นต้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

เช่น ปัญญาพิจารณาเห็นความทุกข์ตามเป็นจริงว่า มนุษย์สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมถูกทุกข์คุกคามอยู่ตลอดเวลา โลกนี้จึงเป็นที่น่าเบื่อหน่ายเห็นเป็นภัย แล้วก็ดำริตริตรองหาช่องทางที่จะหนีให้พ้นจากกองทุกข์ในโลกนี้

การดำริเช่นนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจาก สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบนั่นเอง การดำริที่ชอบที่ถูกนั้นก็เป็นสัมมาวาจาอยู่แล้ว เพราะวาจาจะพูดออกมาก็ต้องมีการตริตรองก่อน การตริตรองเป็นศีลของอริยมรรค การพูดออกมาด้วยวาจาชอบเป็นศีลทั่วไป

การงานของใจ คือ ดำริชอบ วาจาชอบ อยู่ภายในใจ เป็นการงานของอริยมรรคผู้ไม่ประมาท ดำเนินชีวิตเป็นไปในอริยมรรคดังกล่าวมาแล้วนั้น ได้ชื่อว่าความเป็นอยู่ชอบของผู้นั้น ผู้พยายามดำเนินตามอริยมรรคดังกล่าวมาแล้ว โดยติดต่อกันตามลำดับไม่ขาดสายได้ชื่อว่ามีความเพียรชอบในมรรคทั้งแปด

๖ ข้อเบื้องต้นมีความเห็นชอบเป็นต้น มีความพยายามชอบเป็นที่สุด หากขาดสัมมาสติ ตั้งสติชอบเสียแล้ว จะเดินไปให้ถึงสัมมาสมาธิไม่ได้เลย เหมือนทางที่ไม่ติดต่อเชื่อมกัน จะนำยานพาหนะไปตลอดทางได้อย่างไร

องค์สุดท้ายคือสัมมาสมาธิ ยิ่งเป็นกำลังใหญ่สนับสนุนให้องค์มรรคนั้นๆ มีกำลังกล้าหาญที่จะไม่ท้อถอยในหน้าที่ของตนๆ พึงสังเกตดูเถิดว่า นักปฏิบัติโดยมาก หากสมาธิไม่มั่นคงแล้วมักไปไม่รอด ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นผู้ส่องทางให้เห็นทางเดินก็จริง แต่เมื่อสติกับสมาธิอ่อนกำลังลงแล้ว ปัญญาอาจกลายเป็นสัญญาเป็นสังขารไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้





ที่มา : สามทัพธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

การทำให้จิตมีความสงบสุขและนิ่ง

การทำให้จิตมีความสงบสุขและนิ่ง สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน


ชีวิตประจำวันของคนในยุคนี้ มีแต่เรื่องต้องรู้ ต้องเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมาย แล้วทำให้จิตเกิดความหวั่นไหวสับสนวุ่นวาย หาความสงบสุขไม่ค่อยได้ เพราะสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ที่ชวนให้รัก, ชักให้ใคร่, พาใจให้ไหลหลง, ทำให้เกิดมีความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจบ้าง,ความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจ, ความรู้สึกเหล่านี้เป็นบาปคือความไม่สบายใจ เป็นอกุศลคือความเศร้าหมองใจ จึงหาความสงบสุขและนิ่งได้ยาก เพราะบาปอกุศลคือกิเลสความอยาก เป็นโลภะจิต โทสะจิต และโมหะจิต ที่ทำให้จิตไม่สงบนิ่ง เกิดอัตตาคือความยึดมั่นถือมั่น และอคติคือความลำเอียงมองคนในแง่ร้าย

แต่ถ้าเราอยากให้จิตของเราเกิดความสงบสุขและนิ่ง จึงจำเป็นจะต้องมีความเพียรชอบในการดำริชอบคือการคิดเห็นหัวข้อธรรมะอยู่ในใจไว้เสมอตลอดเวลาของชีวิตประจำวัน หัวข้อธรรมะในการที่จะนำมาดำริชอบคือการคิดเห็นในใจ หรือเป็นธัมมะภาวนาคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เพื่อสร้างความรู้ตัวไว้ในจิตใต้สำนึกให้มากๆ อย่างน้อยให้ได้ ๓๐ ครั้งต่อวันเพื่อเป็นเหตุ จะทำให้จิตมีสติรู้สกัดกั้นไม่ให้จิตเกิดบาปอกุศล หรือเป็นจิตรู้ปล่อยวางในอารมณ์โดยอัตโนมัติเป็นผล เมื่อเราได้ฝึกจิตให้มีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ได้มากๆ จิตของเราก็เกิดความสงบสุขและนิ่งจัดเป็นบุญกุศลจิต(เป็นอธิจิต และเป็นสมถะกรรมฐาน) ก็จะเกิดตาปัญญารู้และเข้าใจในธรรมะต่างๆหรือสภาวธรรมได้(เป็นอธิปัญญา และเป็นวิปัสสนากรรมฐาน)

ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นได้ชื่อว่าเห็นเราพระตถาคต”

การดำริชอบและความเพียรชอบ เป็นองค์ธรรมในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำตามจนเห็นผลแล้วจึงได้นำมาประกาศสั่งสอนให้ชาวโลกให้ได้รับรู้และทำตามพระพุทธองค์ดังมีกล่าวไว้ในธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร ที่ไม่จำเป็นจะต้องหนีออกจากสังคมเพื่อปฏิบัติธรรม ในชีวิตประจำวันของเราก็สามารถนำเอามาปฏิบัติธรรมใช้ได้ทุกๆคน และเห็นผลได้ทุกๆคน อย่าปฏิเสธว่าทำไม่ได้ ถ้าปฏิเสธเช่นนั้นก็จะไม่ได้พบกับพระพุทธศาสนาอีกเลยในอนาคต จัดเป็นคนมืดบอดเป็นโมฆะบุรุษกินบุญเก่าหมดไปวันๆ เมื่อเราได้ทำตามแล้วด้วยการดำริชอบและมีความเพียรชอบแล้ว องค์ธรรมอื่นในอริยมรรคก็จะเกิดขึ้นตามมาให้ผลในชีวิตของเรา เช่นการพูดจาชอบ,การทำการงานชอบ,การเลี้ยงชีวิตชอบ,(เป็นอธิศีล) บุญกุศลที่ได้ทำไว้แล้วนี้ จะทำให้มีความเจริญรุ่งเรื่อง มีสุขในชาตินี้ มีสุขในชาติหน้า และสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพาน ดังนี้.



โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

หลวงปู่มั่นเล่าเรื่องพระธาตุพนม

หลวงปู่มั่นเล่าเรื่องพระธาตุพนมให้หลวงพ่อวิริยังค์ฟัง



~ ท่านอาจารย์มั่น ฯได้เล่าขณะที่ข้าพเจ้าทำหมากถวายท่านเวลากลางวันต่อไป
อีกว่า พวกเราก็ต้องเดินทางหลังจากออกพรรษาแล้ว รอนแรมตามฝั่งแม่น้ำโขงเรื่อยลงมา ณ ตามฝั่งแม่น้ำโขงนั้นก็มีหมู่บ้านเป็นหย่อมๆ หลายก๊ก เช่น ภูไท ไทยดำ ลาวโซ่ง

~ท่านเล่าว่า~

ภูไทมีศรัทธาดีกว่าทุกก๊ก แต่ภูไทนี้การภาวนาจิตใจอ่อน รวมง่าย รักษาไม่ใคร่เป็น ส่วนลาวโซ่งนั้นไม่ใคร่เอาไหนเลย แต่ทุก ๆ ก๊กก็ทำบุญนับถือพุทธทั้งนั้น เขาให้พวกเราได้มีชีวิตอยู่ก็นับว่าดี แต่ขณะนี้ตัวของเราเองก็ยังมองไม่เห็นธรรมของจริง ยังหาที่พึ่งแก่ตนยังไม่ได้ จะไปสอนผู้อื่นก็เห็นจะทำให้ตัวของเราเนิ่นช้า จึงไม่แสดงธรรมอะไร นอกจากเดินทางไป พักไป บำเพ็ญสมณธรรมไป ตามแต่จะได้
ครั้นแล้วท่านอาจารย์เสาร์ก็พาข้ามแม่น้ำโขงกลับประเทศไทย ที่ท่าข้ามตรงกับพระธาตุพนมพอดี

~ ท่านเล่าไปเคี้ยวหมากไปอย่างอารมณ์ดีว่า
ขณะนั้นพระธาตุพนมไม่มีใครเหลียวแลดอก มีแต่เถาวัลย์นานาชนิดปกคลุมจนมิดเหลือแต่ยอด ต้นไม้รกรุงรังไปหมด ทั้ง ๓ ศิษย์อาจารย์ก็พากันพักอยู่ที่นั้น เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ขณะที่ท่านอยู่กันนั้น พอตกเวลากลางคืนประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จะปรากฏมีแสงสีเขียววงกลมเท่ากับลูกมะพร้าว และมีรัศมีสว่างเป็นทาง ผุดออกจากยอดพระเจดีย์ แล้วก็ลอยห่างออกไปจนสุดสายตา และเมื่อถึงเวลาก่อนจะแจ้ง ตี ๓-๔ แสงนั้นก็จะลอยกลับเข้ามาจนถึงองค์พระเจดีย์แล้วก็หายวับเข้าองค์พระเจดีย์ไป
ทั้ง ๓ องค์ศิษย์อาจารย์ได้เห็นเป็นประจักษ์เช่นนั้นทุกๆ วัน ท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ จึงพูดว่า "ที่พระเจดีย์นี้ต้องมีพระบรมสาริกธาตุอย่างแน่นอน"

~ในตอนนี้ผู้เขียนกับพระอาจารย์มั่น ฯ ได้เดินธุดงค์มาพักอยู่ที่วัดอ้อมแก้วมี ๒ องค์เท่านั้น และมีตาปะขาวตามมาด้วยหนึ่งคน ท่านจึงมีโอกาสเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ข้าพเจ้าฟัง ซึ่งน่าจะเป็นประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนจำได้ว่าเป็นปีที่พระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ คุณนายพวงจากจังหวัดอุบลราชธานี จะตีตั๋วให้ไปทางเครื่องบิน ท่านบอกว่า “เราจะเดินเอา” จึงได้พาผู้เขียนพร้อมด้วยตาปะขาวบ๊อง ๆ คนหนึ่งซึ่งไม่ค่อยจะเต็มเต็งเท่าไรนักไปด้วย เดินไปพักไป แนะนำธรรมะแก่ผู้เขียนไปพลาง จนไปถึงพระธาตุพนม เขตจังหวัดนครพนม แล้วท่านก็พาผู้เขียนพักอยู่ที่นี่และได้ฟังเรื่องราวของพระธาตุพนม ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไปข้างหน้า โดยจะเล่าถึงการสถาปนาพระธาตุพนม

~ดังนั้น ท่านจึงได้ชักชวนญาติโยมทั้งหลายในละแวกนั้น ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน และส่วนมากก็เป็นชาวนา ได้มาช่วยกันถากถางทำความสะอาดรอบบริเวณองค์พระเจดีย ์นั้น ได้พาญาติโยมทำอยู่เช่นนี้ถึง ๓ เดือนเศษๆ จึงค่อยสะอาด เป็นที่เจริญหูเจริญตามาตราบเท่าทุกวันนี้
เมื่อญาติโยมทำความสะอาดเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาญาติโยมในละแวกนั้นทำมาฆบูชา ซึ่งขณะนั้น ผู้คนแถวนั้นยังไม่รู้ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแต่ อย่างใด ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างจริงจัง จนได้ชักชวนกันมารักษาอุโบสถ ฝึกหัดกัมมัฏฐานทำสมาธิกับท่านอาจารย์จนได้ประสบผลตา มสมควร การพักอยู่ในบริเวณของพระธาตุพนมทำให้จิตใจเบิกบานมาก และทำให้เกิดอนุสรณ์รำลึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างดียิ่ง

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

พระธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


พระธรรมเทศนาโดย...หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ลักษณะจิตที่หลุดพ้นนั้นมีลักษณะการหลุดพ้นต่างกัน จำแนกออกได้ 5 ประเภทคือ

๑. ตทงฺควิมุตฺติ คือ ความหลุดพ้นเป็นบางขณะ ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากความสงบของจิตในบางคราว หรืออาจเกิดจากการเจริญวิปัสสนาแล้วเห็นทุกข์ ทำให้จิตละสังขารเพียงบางครั้งบางคราว แต่ไม่เกิดปัญญา ไม่เกิดมรรค ที่จะทำลายกิเลสให้สิ้นไปได้ เพียงแต่ละได้ในบางครั้งบางคราวเป็นขณะ ๆ เท่านั้น

๒. วิกฺขมฺภนวิมุตฺติ จิตหลุดพ้นโดยการใช้สมาธิกดข่มจิตไว้ คือ การเข้าฌาณสมาบัติ ระงับจิตจากกิเลสชั่วคราว จัดเป็นโลกียวิมุติ เมื่อออกจากฌานสมาบัติ กิเลสก็เข้าเกาะกุมจิตได้อีก เป็นความหลุดพ้นที่ไม่เด็ดขาด เพราะมรรคไม่ประหารนั่นเอง

๓. สมุจฺเฉทวิมุตฺติ จิตหลุดพ้นโดยมรรคประหารกิเลส ขาดไปจากจิต เป็นการหลุดพ้นโดยเด็ดขาด คือ กิเลสขาดไปจากจิต ได้แก่ ผู้เจริญสมถวิปัสสนาจนเกิดมัคญาณประหารกิเลสในจิต
๔. ปฏิปสฺสทฺธิวิมุตฺติ จิตหลุดพ้นด้วยความสงบ คือ จิตสงบหลุดพ้นจากกิเลสเป็นผลเกิดจากมรรคประหาร

๕. นิสฺสรณวิมุตฺติ จิตหลุดพ้นโดยแล่นออกจากสังขารธรรม เป็นวิมุตฺติของผู้เจริญวิปัสสนา มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่า สังขารธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทำให้จิตหลุดพ้นแล่นออกจากความทุกข์ เข้าสู่นิพพาน เป็นธรรมชาติ หาเครื่องเสียบแทงไม่ได้
ลักษณะการหลุดพ้นของจิตทั้ง ๕ นี้ ตทงฺควิมุตฺติ และวิกฺขมฺภนวิมุตฺติ มักจะเกิดจากการเจริญสมถะอย่างเดียว ส่วนการหลุดพ้นแบบ สมุจฺเฉทวิมุตฺติ ปฏิปสฺสทฺธิวิมุตฺติ และนิสฺสรณวิมุตฺติ นั้น เกิดจากการเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เป็นโลกุตฺตรวิมุตฺติ เพราะกิเลสถูกประหารไปจากจิต

โลกียสุขคือสุขทางโลกหาได้ยาก


โลกียสุขคือสุขทางโลกหาได้ยาก โลกุตตรสุขคือสุขทางธรรมหาได้ง่ายกว่า

ทุกวันนี้ชาวโลกเราต่างแสวงหาความสุข ในรูปแบบต่างๆ ที่บางครั้งก็ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความสุข ความสุขเช่นนี้เรียกว่าโลกียสุขคือสุขทางโลก บางคนชอบเที่ยวไปในที่ต่างๆที่ให้ความตื่นเต้น บางคนชอบกินชอบดื่ม บางคนชอบเล่นการเล่น บางคนชอบเล่นการพนัน บางคนชอบชีวิตในยามราตรี สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความรู้สึกทางอารมณ์ของกิเลสกามมีความโลภและความโกรธครอบงำ คือความยินดียินร้าย, ความชอบใจหรือความไม่ชอบใจ, ความพอใจหรือความไม่พอใจ, เป็นเครื่องชี้นำไปสู่การแสวงหาความสุขในทางโลก ต้องเหนื่อยกายเหนื่อยใจกว่าจะได้มาซึ่งความสุขแต่ละครั้ง ต้องแลกด้วยปัจจัยคือเงินทองและร่างกาย จึงว่าหาได้ยาก เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่นเงินทองเวลาและสถานที่

แต่ความสุขอีกอย่างคือโลกกุตตรสุข คือสุขทางธรรม ไม่ต้องเสียอะไรเลย จะอยู่ที่ไหนๆก็สามารถทำได้ตลอดเวลา ในชีวิตประจำวันที่อยู่กับการทำงาน ในการเดินทาง หรืออยู่บ้านก็ทำได้ตลอดเวลา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงมีศรัทธาความเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น นั่นก็คือการมีความเพียรชอบอยู่ในใจ ที่จะดำริชอบอยู่ในใจ ในการเจริญภาวนา ในธัมมะภาวนาว่า “ อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เพื่อให้จิตของเราเกิดความรู้ตัวเอาไว้ในจิตใต้สำนึก อันเป็นเหตุให้จิตของเราเกิดสติ รู้สกัดกั้นอกุศลจิต ที่มีความโลภและความโกรธอยู่ด้วย หรือเป็นการรู้ปล่อยวางในอารมณ์ ที่ยินดียินร้าย, ที่พอใจหรือไม่พอใจ, ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ, เมื่อเรามีสติรู้ปล่อยวางได้แล้ว ก็จะทำให้จิตของเราเป็นกุศลจิตเป็นบุญคือความสบายใจ มีความสุข ความสงบในใจ และยังทำให้เกิดอธิศีลคือรู้ในการไม่ทำผิด มีอธิจิตคือความสงบจากกิเลสกาม มีอธิปัญญาคือรู้ในสภาวธรรม ที่จะนำไปสู่ความเป็นอริยบุคคลได้ต่อไป ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

น้ำกับทิฐิ

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า...ทิฐิ... เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดม...