แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่ออุดม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่ออุดม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทุกข์ทั้งหลายมารวมลงที่ใจ

ทุกข์ทั้งหลายมารวมลงที่ใจ มีสติรู้ปล่อยวางเสียได้จะหมดทุกข์


ทุกข์ที่กายมีมากมาย เช่นทุกข์จากความเจ็บไข้ในโรคร้ายต่างๆ ทุกข์เพราะความพิการตั้งแต่เล็ก หรือพิการเพราะอุบัติเหตุต่างๆ และเนื่องด้วยกายกับใจ เช่นความศูนย์เสียบุคคลอันเป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก มีความปารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นๆก็เป็นทุกข์ มีความเกลียดใครก็เป็นทุกข์ มีความอิจฉาริษยาใครก็เป็นทุกข์ มีความรักใคร่ในใครก็เป็นทุกข์ ทุกข์เหล่านี้มารวมลงในใจเป็นความจำได้หมายรู้ หรือจิตใต้สำนึกของเรา ยามใดที่เราได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้รับรส ได้สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์คือเรื่องที่มีอยู่ในใจ การรับรู้กับสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ก็จะเกิดความนึกคิดให้เกิดทุกข์ขึ้นมาอีกทุกครั้ง ตรงนี้แหละที่เรียกว่าใจเป็นเหตุ หรือสมุทัย

ถ้าไม่อยากให้เกิดทุกข์อีก จะต้องหมั่นภาวนาไว้เสมอๆในหัวข้อธรรมนี้ว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” เพื่อให้จิตมีความรู้ตัว มีอินทรีย์สังวรรู้ระวังในใจเมื่อได้รับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ จะทำให้มีสติ ถอนความรู้สึกยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ หรือรู้ปล่อยวางในอารมณ์โลก ถ้ายังมีเรื่องใดที่เรายังไม่อาจปล่อยวางได้ ก็ให้คิดแก้คิดในใจว่า “เรื่องนี้ให้ถอนออกไปเสีย ให้ลบออกไปเสียจากใจ ไม่ควรเอามาคิดอีก” ให้ย้ำคิดย้ำทำเช่นนี้ในใจอย่างนี้ไว้เลื่อยๆ ก็จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางได้ ยิ่งรู้มีสติรู้ปล่อยวางได้ ก็จะทำให้จิตมีความสะอาด สว่าง สงบ เป็นจิตที่เย็นและนิ่ง ทุกข์ทั้งหลายก็จะหมดไปจากใจของเรา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การทำจิตให้กลับมาอยู่กับตนเอง

การทำจิตให้กลับมาอยู่กับตนเอง คือการทำจิตให้สงบนิ่ง


คนทุกวันนี้ มีจิตที่ไม่อยู่กับตนเองเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงหาความสงบนิ่งไม่ได้ มีความทุกข์เกิดในใจอยู่เสมอๆ ก็เพราะการขาดสติ เป็นสิ่งสำคัญ จิตจึงส่งออกไปกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร่,พาใจให้ไหลหลง, รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย จึงจัดเป็นวัตถุแห่งกาม คือพัสดุอันน่าใคร่ เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มากระทบสัมผัสสิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง,ความรู้สึกพอใจหรือความรู้สึกไม่พอใจบ้าง, จึงทำให้จิตของเราเกิดกิเลสกาม คือกิเลสเป็นเหตุให้เกิดความใคร่ได้แก่ความอยาก เกิดเป็นบาปอกุศลจิต มีความไม่สบายใจ ความเศร้าหมองใจเป็นทุกข์เกิดขึ้น ยิ่งมีความปารถนาในสิ่งใด หรือไม่ปารถนาในสิ่งใด การได้เห็นสิ่งนั้นๆ ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ เพราะการได้เห็นสิ่งนั้นๆด้วยความรู้สึกยินดียินร้าย ยิ่งจะไปกระตุ่นความจำในจิตใต้สำนึก ให้เกิดความนึกคิดปรุงแต่งให้เกิดความทุกข์ใจกลับมาอีก มันจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ได้ฝึกให้จิตของตนมีสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้ายเสีย ความสงบสุขก็ยากจะเกิดขึ้นได้

ถ้าท่านทั้งหลาย ถ้าท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ไม่ควรปล่อยให้จิตของตนส่งออกไป ควรทำจิตของตนให้กลับมาอยู่กับตน ด้วยการเจริญสติไว้ เพื่อให้จิตของตนมีความสงบนิ่งอยู่กับตน ด้วยการเจริญภาวนาในธัมมะภาวนาอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันควรเจริญในธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” สติ คือความระลึกได้ในหัวข้อธัมมะ ก็จะเกิดขึ้น จะมีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้ายที่เป็นบาปอกุศลออกเสียได้ เมื่อมีสติเกิดได้บ่อยๆ ก็จะทำให้จิตของตนมีความสงบนิ่ง ไม่ส่งออกไป จิตของตนก็กลับมาอยู่กับตนในฐานที่มั่นในจิต คือเป็นสมถะกรรมฐาน มีความสงบนิ่งเป็นสุข เป็นบุญคือความสบายใจ เป็นกุศลคือมีความผ่องใส จัดเป็นอธิจิต และทำให้เกิดตาปัญญา คือรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงเป็นวิปัสสนา จัดเป็นอธิปัญญา จะทำให้มีสติในการดำเนินชีวิต มีการพูดจาชอบ,การทำการงานชอบ,การเลี้ยงชีวิตชอบ, จัดเป็นอธิศีล ตามในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ทำให้มีความสุขทั้งชาตินี้ และชาติหน้า และสุขอย่างยิ่งคือนิพพาน ดังนี้

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

กรรมกำหนดชีวิต

กรรมกำหนด ให้ชีวิตทุกชีวิตมีความเป็นไปทั้งสุขและทุกข์


คนเราเกิดมาทุกๆคนจะต้องพบ จะต้องเจอปัญหาชีวิตด้วยกันเกือบทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไร จะมั่งมีหรือยากจน ไม่ว่าในด้านการงาน การเงินการเรียนการศึกษา ปัญหาทางครอบครัวและญาติมิตร ปัญหาชีวิตในด้านความรักความพลัดพราก ความเจ็บป่วยด้วยสาเหตุต่างๆ ปัญหาความเป็นอยู่และอีกมากมายจนพรรณนาไม่หมด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ คนเราเกิดมาจากกรรมหรือกรรมกำหนด คือการที่เราได้กระทำกรรมไว้แล้วแต่อดีตชาติบ้าง จากปัจจุบันชาติบ้าง มาส่งผลให้ชีวิตมีความเป็นไปต่างๆนาๆ มีเกิดสุขบ้างและมีเกิดทุกข์บ้าง สิ่งที่เรากำลังเผชิญความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเรียกว่าวิบาก ซึ่งเป็นเศษกรรมเก่ามาส่งผล(กรรมหนักเราได้ชดใช้ในนรกมาแล้ว) ถ้าเราต้องพบกับปัญหาชีวิต ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ขอให้เราอย่าท้อถอย ขอให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราแม้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ต่างๆ ที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน ก็ยังจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิบากกรรมเก่า ที่เราจำต้องรับรู้อยู่ทุกวัน อันเป็นเหตุให้เราเกิดความสุขหรือความทุกข์ได้ ถ้าเราไม่ยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเราก็จะเกิดทุกข์ ถ้าเราเข้าใจและยอมรับมันอย่างมีสติ เราก็ไม่ต้องแบกทุกข์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจัดเป็นหนี้เก่า ที่เราได้ทำไว้เองแต่อดีตชาติบ้างปัจจุบันชาติบ้าง เป็นเหตุ

ดังพุทธศาสนาสุภาษิตมีกล่าวไว้ว่า

สเจ ปุพฺเพกตเหตุ สุขทุกขํ นิคจฺฉติ
โปราณกํ กต ปาปํ ตเมโส มุญฺจเต อิณํ.

ถ้าประสพสุขทุกข์ เพราบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ
ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น.

ปัจจุบันกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยการเจริญสติจะช่วยได้ จึงควรท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจอยู่เสมอๆ จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ หรือรู้ปล่อยวางความรู้สึกยินดียินร้าย หรืออาการอิน ที่เป็นบาปอกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อเราได้ฝึกฝนในการท่องธัมมะภาวนาไว้ตลอดเวลา ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะทำอะไรอยู่มี ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ก็ยิ่งจะทำให้เราเกิดสติได้เร็วรู้ปล่อยวางได้ไว มีจิตที่บุญกุศล จะทำไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ปัญหาชีวิตที่เราต้องเผชิญอยู่จะได้ไม่มาทำให้เราเกิดความทุกข์หนักได้ เพราะการมีสติ จะทำให้เรามีปัญญารู้พิจารณาถึงความเป็นจริงได้ ทำให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ว่าเกิดจากวิบากกรรมเก่าของเราเอง มาส่งผลให้เป็นไปต่างๆนาๆ เพราะเราเคยเป็นหนี้เค้า ดังพุทธศาสนาภาษิตที่ได้ยกมากล่าวไว้นั้น ความทุกข์ก็จะลดน้อยลงไปได้ เพราะความที่จิตมีสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ไม่ยินดียินร้ายที่เป็นบาปอกุศล จิตก็จะสงบนิ่ง จิตไม่ส่งออกไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รู้ที่เห็นมานึกคิดปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ และจิตที่มีความเป็นกุศลธรรม ก็จะเป็นธรรมคุ้มครองตน ไม่ให้วิบากร้ายบางอย่างมาส่งผลให้กับชีวิตของเราได้ด้วย ดังนี้.

คาถาไว้บริกรรมหรือท่องธัมมะภาวนาคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”เพื่อให้เกิดสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ จะทำให้ดับทุกข์ในใจของเราได้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

น้ำกับทิฐิ

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า...ทิฐิ... เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดม...