กรรมมีความหมาย 2 นัย คือ ความหมายในทางโลกและความหมายในทางธรรม
ทางโลก...หมายถึง การกระทำต่างๆ จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ผู้ทำจะได้รับผลตอบสนองตามเหตุปัจจัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎหมาย วัฒนธรรม จารีตประเพณี ค่านิยม ของแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนความพอใจของแต่ละบุคคล
ทางธรรม...หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายเจตนาเรียกว่ากรรม..
ผลของกรรมในทางธรรมที่จะตอบสนองผู้กระทำเรียกว่า..วิบาก
ส่วน..เวร..ที่มักใช่คู่กับกรรม หมายถึง ความแค้น หรือคิดแก้แค้นผู้ที่ทำร้าย ความผูกใจพยาบาทต่อกัน เช่น จองเวร นอกจากนี้ยังหมายถึง..หนี้กรรม..ที่จะต้องชดใช้ หากใช้ยังไม่หมดเรียกว่า..ยังไม่หมดเวร หากใช้หมดแล้วเรียกว่า..หมดเวร
ตัวอย่างความแตกต่างระหว่างกรรมทางโลกกับทางธรรมก็คือ...
สมมติว่า..นายแดงจอดรถยนต์ไว้หน้าบ้านของนายดำ มีลูกหมาที่น่ารักของนายดำนอนอยู่ใต้ท้องรถ โดยที่นายแดงไม่รู้ นายแดงขับรถออกไปทับลูกหมาตายโดยไม่เจตนา ในทางธรรมนายแดงไม่ได้ทำกรรม การกระทำของนายแดงไม่บาป ไม่มีวิบากกรรมที่นายแดงจะต้องชดใช้จากการขับรถทับลูกหมาตาย
แต่ในทางโลก การกระทำของนายแดงถือว่าเป็นกรรม นายดำซึ่งเป็นเจ้าของลูกหมาโกรธนายแดงมาก นายดำอาจจะต่อว่าด่านายแดง หรือเรียกค่าเสียหายเป็นเงินได้ หากนายแดงไม่ยอม นายดำอาจจะทำร้าย หรือนำเรื่องไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย นายแดงจะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละประเทศ ดังนี้เป็นต้น
หรืออีกกรณีหนึ่ง นางแม้นเป็นแม่ค้าขายปลา นางแม้นจึงฆ่าปลาอยู่เป็นประจำ กรรมที่นางแม้นทำในทางโลกไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ สังคมก็ไม่ตำหนิ เพราะถือเป็นอาชีพสุจริต
แต่ในทางธรรม การกระทำของนางแม้นถือว่าเป็นกรรม เป็นบาป ผิดศีลข้อฆ่าสัตว์ วิบากกรรมที่นางแม้นทำ จะตามสนองนางแม้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เป็นผลให้นางแม้นมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ถ้าทุบหัวปลาเป็นประจำนางแม้นจะเป็นโรคปวดหัว หรือถูกทำร้ายที่หัว นอกจากนี้กรรมที่ทำส่งผลให้นางแม้นอายุสั้น มีโรคประจำตัวด้วย
จะเห็นความแตกต่างระหว่างกรรทางโลก กับทางธรรมได้ชัดเจนด้วยความแตกต่างดังกล่าว จึงทำให้คนบางคนไม่เชื่อเรื่องผลกรรม ที่ว่า..ทำดี-ได้ดี ทำชั่ว-ได้ชั่ว เพราะเข้าใจเรื่องกรรมผิดไป
เช่นนายขาวเป็นผู้มีอิทธิพล ค้าของเถื่อน คอรัปชั่น การกระทำของนายขาว ผิดทั้งทางโลกและทางธรรม แต่เนื่องจากนายขาวเป็นผู้มีอิทธิพล จึงไม่ถูกกฎหมายลงโทษ นายขาวมีฐานะร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย มีคนนับหน้าถือตาในสังคม คนทั่วไปก็รู้ว่านายขาวค้าของเถื่อน คอรัปชั่น ถึงแม้ในใจจะไม่ชอบนายขาว แต่เมื่อพบหน้านายขาวก็แสดงความเคารพนอบน้อม ยกย่องให้เกียรติตามมารยาท ขณะเดียวกันก็มีความเห็นว่า นายขาวทำชั่วแต่กลับได้ดี ตัวอย่างที่กล่าวมานี้มีอยู่มากมายในสังคมไทย ทำให้คนส่วนหนึ่งไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม กลับเห็นว่า..ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป
ในทางธรรม นายขาวทำชั่วผิดศีล จะต้องได้รับผลร้ายตอบแทนอย่างแน่นอน เงินที่ได้มาอย่างไม่สุจริตเป็นเงินร้อน จะนำความวิบัติมาสู่นายขาว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นต้นว่า จะทำให้คนในครอบครัวของนายขาวเป็นคนฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ใช้เงินอย่างไม่ประหยัด ลูกนายขาวอาจชอบเที่ยวเตร่ เสเพล เกียจคร้าน ไม่สนใจการเรียน หมกมุ่นในอบายมุข กล่าวโดยสรุปก็คือ..เสียคน ทำให้นายขาวและภรรยาทุกข์ใจ นอกจากนี้ลูกเห็นพ่อโกง ต่อไปลูกก็จะโกง สำหรับตัวนายขาวเองก็จะเข้าสังคมที่ฟุ้งเฟ้อ มีเมียหลายคน เมียหลวงนายขาวก็อาจจะประชดสามี ออกนอกบ้านไปมีชู้ ทำให้ครอบครัวแตกแยกขาดความอบอุ่น มีแต่เรื่องบาดหมางทุกข์ใจ หรือในบั้นปลาย นายขาวอาจจะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา มีทุกข์มาก เพราะมีชีวิตตกต่ำ มีโรคภัยไข้เจ็บตามมา พฤติกรรมเช่นนี้มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยในสังคม
ยิ่งไปกว่านั้นวิบากกรรมที่ทำไว้ จะส่งผลให้บั้นปลายชีวิตของนายขาว พบกับเรื่องร้ายนานาประการ ผลของกรรมยังตามไปสนองในชาติหน้า นายขาวอาจจะไปเกิดในอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน รับเคราะห์กรรมไปนาน เงินทองที่ได้จากการทำชั่ว ใช้อยู่ไม่นานก็หมด เมื่อตายไปก็เอาไปไม่ได้สักสตางค์ แต่จะต้องไปใช้กรรมหนักหนาสาหัสไม่คุ้มกันเลย..
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ทำดีกันให้มากๆ นะครับ ตายไปจะพาไปขึ้นสวรรค์จ๊ะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ปฏิบัติธรรมไปทำไม?
มีผู้มาถามพุทธเจ้าว่า"ปฏิบัติธรรมไปทำไม?"
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่เป็นไปเพื่อปรับวาทะกับเจ้าลัทธิอื่น(ไม่ได้ไปโต้เถียงกัน)-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นเพื่อชื่อเสียง
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่อลาภสักการะ
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของอาหาร
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่ออนิสงค์ของสมาธิ
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......ไม่ได้เป็นไปเพื่ออนิสงค์ของปัญญา
-การปฏิบัติธรรมของเรา.......เป็นไปเพื่อ หลุดพ้น จาก เพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส ด้วยการทำอาสวะให้สิ้น
..........................
//-เราขอประกาศว่า
เราตรัสรู้โดยชอบ ด้วยตนเอง
อาสวะใด ที่มนุษย์ยึดอยู่ เราทำให้สิ้นแล้ว
ธรรมะนั้น เราเรียบเรียงไว้ดีแล้ว(ธรรมะที่ พัฒนามนุษย์เป็นอริยะบุคคล)
ธรรมะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม และเปลี่ยนเป็นอริยะบุคคล มีอยู่
........................
//-อาสวะบางอย่าง พ้นได้.......................ด้วยการมีวิสัยทัศน์ เห็นด้วยปัญญา
-อาสวะบางอย่างต้อง"เว้น".....................เช่นคนร้าย สัตว์ร้าย ความคิดชั่วร้าย ตัวอย่างชั่วร้าย
-อาสวะบางอย่างต้องอดทน.....................เมื่อถูกทดสอบ หรือไม่มีทางหลีก
..อดทนที่ฝึกฝน ยกระดับภูมิจิต ธรรม ปัญญา ให้ยิ่งฯ
-อาสวะบางอย่างต้องพิจรณาก่อนนำมาใช้.....เช่นปัจจัยสี่ ความรู้ที่นำเข้ามา เพื่อไม่ติด หลงไหล เป็นทาส วัตถุกาม
-อาสวะบางอย่าง ต้องตกผลึกความคิด .......เอาอดีตมาแยก เป็นขันธุ์ พิจรณาแยกเป็นส่วนๆ แล้วทิ้งอกุศล เหลือกุศลเจริญให้แข็งแรง
-อาสวะบางอย่าง ต้องบวช......................เปลี่ยนสัญชาติญาณดิบ ไปทำสิ่งดีๆ ให้ ตน สังคม สิ่งแวดล้อม(เปลี่ยนกิเลส ให้เป็นโพธิ)
-อาสวะบางอย่าง ต้องคิดแบบพุทธะ............"คิดให้เป็น(คิดแบบสิบมิติ)
-อาสวะบางอย่าง ต้อง"ไม่ประมาท" ...........เช่นขบวนการปรุงแต่ง(สังขาร)
ความคิด เจตนา บุคลิกภาพ ภายใน และ กรรม เวลา มัจจุราช ที่ไม่เคยคอยใคร
.............................
//-ทุกคนมีธาตุแห่งพุทธะ(สัมมาสติ โพธิปัญญารู้แจ้งในธรรมะ)อยู่ภายใน
แต่มีผู้รู้(วิธีปลุกให้ตื่น) กับไม่รู้(วิธีปลุกให้ตื่น)
.................
//-วิธีคิด สิบมิติ
1.คิดจากเหตุ.........................ไปหาผล
2.คิดจากผล...........................กลับมาที่เหตุ
3.คิดเห็น...............................เหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นลูกโซ่ ให้เกิดสิ่งต่างๆ
4.คิดเห็น...............................อะไรเป็นตัวจุดประกาย ให้เกิด
5.คิดเห็น...............................อะไรเป็นตัวส่งเสรีม ให้เจริญ
6.คิดเห็น...............................อะไร เป็นตัวตัดรอนให้เสื่อม
7.คิดเห็น...............................อะไรเป็นตัวตัดขาด ให้ดับ
8.คิดแบบ..............................แยกแยะ องค์ประกอบ เป็นส่วนๆ
9.คิดแบบ..............................มองแบบองค์รวม มาทำหน้าที่ร่วมกัน
10.คิดเห็น.............................ความเป็นไปได้ จริง หรือ หลอก
......................................................... สาธุ
จากเพื่อน Google+ ขอบคุณครับ?
ปฐมเทศนา
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
[๑๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานั้ นไฉน?
ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑.
[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.
ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒
[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาติ นี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.
[๑๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้ บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นยามา ...
เทวดาชั้นดุสิต ...
เทวดาชั้นนิมมานรดี ...
เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ...
เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ ( พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ )
วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557
อุปสรรคของสมาธิ
อุปสรรคของสมาธิคืออะไร..?
อุปสรรคของสมาธิ ได้แก่ นิวรณ์ หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณความดี, ไม่ให้บรรลุสมาธิได้ มี 5 อย่าง คือ
1. กามฉันท์ พอใจในกามคุณ 5 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย ที่น่ารักน่าใคร่
2. พยาบาท คิดร้ายผู้อื่น
3. ถีนมิทธะ ความหดหู่ ท้อแท้ และซึมเซา ง่วงซึม เคลิ้มหลับ
4. อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน และหงุดหงิด รำคาญใจ
5. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจในคุณพระรัตนตรัย และวิธีการที่ปฏิบัติ
อีกอย่างหนึ่ง หมายถึง อุปกิเลสของสมาธิ 11 อย่าง ได้แก่
1. วิจิกิจฉา ความลังเล หรือความสงสัย
2. อมนสิการ ความไม่สนใจ ใส่ใจ ไว้ให้ดี
3. ถีนมิทธะ ความท้อ และความเคลิบเคลิ้ม ง่วงนอน
4. ฉัมภิตัตตะ ความสะดุ้งหวาดกลัว
5. อุพพิละ ความตื่นเต้นด้วยความยินดี
6. ทุฏฐุลละ ความไม่สงบกาย
7. อัจจารัทธวิริยะ ความเพียรจัดเกินไป
8. อติลีนวิริยะ ความเพียรย่อหย่อนเกินไป
9. อภิชัปปา ความอยาก
10. นานัตตสัญญา ความนึกไปในสิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ที่เคยผ่านมาหรือจดจำไว้ มาผุดขึ้นในขณะทำสมาธิ
11. รูปานัง อตินิชฌายิตัตตะ ความเพ่งต่อรูปหรือเพ่งต่อนิมิตนั้นจนเกินไป?
วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557
สัมมาอาชีวะ
สัมมาอาชีวะ( ในพระพุทธศาสนา ) "สัมมาอาชีวะ หรือ สัมมาชีพ" แปลว่า การเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ คือการทำมาหากิน หรือหน้าที่การงาน การทำงานของมนุษย์เราเพื่อหารายได้มาประทังชีวิตหรือเลี้ยงชีวิตของตนและครอบครัวนั่นเอง. การเลี้ยงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ จะเป็น พ่อค้า แม่ค้า ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกรรม ปศุสัตว์ หรือจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ อย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่ สรูปการกระทำนั้น ๆ ออกมาเป็น 2 ทาง คือ 1. ทางกาย คือ การงานหรืออาชีพ ที่ต้องใช้กำลังแรงกาย หรือการกระทำทางกายเข้าประกอบ 2. ทางวาจา คือ การงานหรืออาชีพ ที่ต้องใช้วาจาเข้าประกอบในการทำงาน อาชีพบางอย่าง อาจใช้แรงกายอย่างเดียวเข้ากระทำ อาชีพบางอย่าง อาจใช้วาจาอย่างเดียว ในการกระทำ, และอาชีพบางอย่างอาจใช้ทั้งทางกาย และทางวาจาทั้งสองเข้ากระทำ เช่น ค้าขาย ใช้แรงกายในการผลิตสินค้า และใช้คำพูดหรือเครื่องมือ เช่นหนังสือ เครืองคอมพ์ เป็นต้น ในการโฆษณาสินค้า หรือบอกราคาสินค้า ถ้าผลิตสินค้าปลอม เป็นกายทุจริต โฆษณาเกินความจริง หรือตั้งราคาสูงเกินความจริง เป็นวจีทุจริต อย่างนี้เป็นต้น .....ฯ เพราะฉะนั้น การกระทำทางกาย และทางวาจา คือคำพูด นี้จึงเป็นหลักในการทำงาน หรืออาชีพ ดังนั้น สัมมาอาชีพในทางพระพุทธศาสนา จึงกำหนดเอา กายกรรม 3 คือ การกระทำทางกาย 3 ประการ, และวจีกรรม 4 คือการเปล่งวาจา คำพูด หรือแสดงเครื่องหมายสัญลักษณ์ ที่เป็นไปอย่างสุจริต เป็นหลักในการตัดสิน ฯ ถ้ากายกรรม 3 และวจีกรรม 4 ที่เกี่ยวเนื่องกับการงานอันเป็นอาชีพ เป็นทุจริต หรืออาชีพอะไรก็ตามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกายสุจริต 3 และวจีสุจริต 4. อาชีพนั้น ๆ ทั้งหมด จัดเป็น มิจฉาอาชีวะ หรือเป็นมิจฉาชีพ ทันที...ฯ กายสุจริต 3 ได้แก่ 1. ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียน ทรมาณสัตว์ทุกชนิด 2. ไม่ลักทรัพย์ ไม่ยักยอกทรัพย์ ตลอดจนวิธีการอื่น ๆ ที่เป็นเหตุให้ได้ทรัพย์มาโดยสุจริต 3. ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่เป็นกิ๊กกับเมียชาวบ้าน ฯลฯ.... วจีสุจริต 4 ได้แก่ 1. ไม่พูดเท็จ 2. ไม่พูดคำหยาบ 3. ไม่พูดส่อเสียด 4. ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ถ้าหาก กายสุจริต 3, วจีสุจริต 4 เหล่านี้ บุคคลกระทำไปโดยไม่เกียวกับการงานอันเป็นอาชีพ ท่านเรียก กายสุจริต 3 วจีสุจริต 4 เหล่านี้ว่า "สัมมากัมมันตะ และ สัมมาวาจา" ตามลำดับ ฯ (คัดจาก ตามรอยพระพุทธเจ้า )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
น้ำกับทิฐิ
นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า...ทิฐิ... เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดม...
-
มัชฌิมาปฏิปทาในทางพุทธศาสนาหมายถึงทางสายกลาง คือ การไม่ยึดถือสุดทางทั้ง 2 ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกิน...
-
อุปสรรคของสมาธิคืออะไร..? อุปสรรคของสมาธิ ได้แก่ นิวรณ์ หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณความดี, ไม่ให้บรรลุสมาธิได้ มี 5 อ...
-
โลกียสุขคือสุขทางโลกหาได้ยาก โลกุตตรสุขคือสุขทางธรรมหาได้ง่ายกว่า ทุกวันนี้ชาวโลกเราต่างแสวงหาความสุข ในรูปแบบต่างๆ ที่บางครั้งก็ต้องเสี่...
