วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

ความไม่รู้ เป็นเหตุ


ความไม่รู้ เป็นเหตุให้เกิดความนึกคิดปรุงแต่งจิต ให้เกิดทุกข์

         ทุกวันนี้มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก ที่อยู่ในโลกแห่งความหลงไม่รู้ตัวคือไม่มีสติ จึงไม่รู้ทันกับสิ่งรับรู้หรือสื่อรับรู้ ที่ผ่านเข้ามากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร,พาใจให้ไหลหลง, ด้วยความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจบ้าง,ความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจบ้าง, ทำให้ไปกระตุ่นความจำในจิตใต้สำนึกให้เกิดการนึกคิดปรุงแต่ง จนทำให้เราเกิดอารมณ์ว้าวุ่นใจ กังวลในใจ มีความขุ่นใจ มีจิตเศร้าหมองเป็นอกุศล ไม่สบายใจเป็นบาป ทำให้โลภบ้าง ทำให้โกรธบ้าง และทำให้หลงไป เป็นทุกข์ใจเกิดขึ้น นี้คือเหตุของความไม่รู้ตัวเพราะไม่มีสติ

ฉะนั้นเราจึงควรที่จะมีการเจริญธัมมะภาวนาอยู่เป็นประจำไว้จะเป็นการดีที่สุด เพราะจะทำให้เราเกิดสติรองรับไม่ให้จิตของเราหลงไปในบาปอกุศล การเจริญธัมมะภาวนาจึงเป็นสิ่งสมควรต่อการดำเนินชีวิตประจำวันจะทำให้เราเกิดมีความรู้ตัว อันเป็นเหตุให้เราเกิดสติรู้สกัดกั้นไม่ให้บาปอกุศลจิตเกิดขึ้น เพราะมีสติรู้ปล่อยวางไม่เกิดยินดียินร้าย ต่อการรับรู้สิ่งต่างๆหรือสื่อต่างๆที่มากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จิตของเราก็จะเป็นกุศลจิตมีความผ่องใส เป็นบุญคือความสบายใจ มีความสงบสุขและนิ่ง และมีความรู้ตัวต่อสิ่งที่จะกระทำ สิ่งที่จะพูด และสิ่งที่จะคิดเห็น อยู่ในสุจริตธรรม ๓ เพียรภาวนากันไว้ว่า “อย่ายินดียินร้าย.อย่าว่าร้ายใคร.อย่าคิดร้ายใคร.” ให้ได้อย่างน้อยวันละ ๓๐ ครั้ง จะทำให้เราเกิดสติได้ดี มีความสุขสงบมีจิตนิ่งอยู่กับปัจจุบันไม่เกิดทุกข์ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ

        
        หลักการปฏิบัติจิตภาวนา มีผู้สนใจได้เที่ยวไปเสาะหาศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ไปทั่วในจตุรทิศ คือทิศทั้ง ๔ แต่ก็ไม่ค่อยได้ประสบผลสำเร็จต่อการปฏิบัติในจิตภาวนา ที่จะต้องนำมาใช้อยู่กับปัจจุบัน เพราะยังเห็นจิตของตนไม่รู้ปล่อยวางในอารมณ์ คือกิเลสทั้งหลายได้แก่ความอยาก จิตใจยังคงหลงในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆ อยู่อย่างไม่รู้จางคลายลงได้ จนเกิดความขุ่นมัว เศร้าหมองว้าวุ่น ไม่สงบ เพราะบาปอกุศล ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นอยู่และถูกมองข้ามไปเสมอ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในหลักจิตภาวนาที่ได้ถูกบัญญัติไว้ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ

ข้อว่าดำริชอบ ข้อนี้แหละคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ได้ให้ไว้กับชาวพุทธในการเจริญจิตภาวนาเป็นคำสั่งสอนที่ให้เราต้องทำ เพื่อให้มีสติในการระงับบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น ที่มีหลายท่านตีความออกมาเป็นการปฏิบัติทางกายกรรม ที่แท้แล้วคือการปฏิบัติทางจิตภาวนาหรือมโนกรรมต่างหาก การดำริชอบที่พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวไว้ให้ดำริชอบ คือมีอยู่ ๓ หัวข้อธรรมได้แก่ ดำริในการออกจากกาม ๑, ดำริในการไม่มุ่งร้าย ๑, ดำริในการไม่เบียดเบียน ๑,

ที่หลวงพ่อได้ถอดความออกมาเป็นธัมมะภาวนาเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ลองเจริญดูว่า “อย่ายินดียินร้าย.อย่าว่าร้ายใคร.อย่าคิดร้ายใคร.” ลองดำริชอบตามนี้ดูนะ ดำริคือการนึก-คิดไว้ในใจอยู่เสมอๆจัดเป็นความเพียรชอบ จึงเรียกว่าธัมมะภาวนา จนมีสติรู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้นในใจของเราอย่างน้อยต้องให้ได้ ๓๐ ครั้งต่อวัน เราจะได้เห็นจิตของเรารู้ปล่อยวางในอารมณ์คือกิเลสได้จริงๆ เราจะเห็นจิตของเราตั้งมั่นอยู่ในความสงบนิ่ง ที่เรียกว่ากัมมัฏฐานได้จริงๆ และเห็นจิตของเรามีความผ่องใสที่เป็นกุศล มีความสบายใจคือเป็นบุญ จนเกิดปัญญารู้ในสภาวธรรมต่างๆได้จริงๆที่เรียกว่าวิปัสสนา อันเกิดจากอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ดังนี้.

ขอเจริญพร โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

น้ำกับทิฐิ

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า...ทิฐิ... เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดม...